CBAM คืออะไร? ทำไมโซลาร์เซลล์โรงงาน อาจเป็นทางรอดของธุรกิจส่งออก

ในแวดวงอุตสาหกรรมและการส่งออกใน พ.ศ.นี้ คำว่า CBAM คงเป็นหนึ่งใน keyword ที่นักธุรกิจหยิบยกมาพูดคุย และปรึกษาหารือกันบ่อยครั้ง ถ้าจะให้อธิบายแบบเร็วๆ ก็คือเป็นเรื่องของภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้าที่จะส่งออกไปยังทวีปยุโรป

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า CBAM คืออะไร ในขณะที่กติกาการค้าโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ทางรอดของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีอะไรบ้าง สามารถอ่านได้ทั้งหมดในบทความนี้ครับ

ติดโซลาร์เซลล์โรงงาน แบบไม่ต้องลงทุน คลิก

ทำความรู้จัก CBAM

CBAM ย่อมาจาก Carbon Border Adjustment Mechanism หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน ซึ่งถูกคิดค้นและประกาศใช้โดยสหภาพยุโรป (EU)

ประเทศในทวีปยุโรปมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โรงงาน และภาคอุตสาหกรรมในยุโรปต้องจ่ายเงินสำหรับก๊าซเรือนกระจกที่พวกเขาปล่อยออกมา ผ่านระบบ ETS – Emissions Trading System ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเขาสูงขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบทางการค้า และป้องกันไม่ให้โรงงานย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ยังไม่มีกฎหมาย หรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก ประเทศในทวีปยุโรปจึงตั้งกำแพงนี้ขึ้นมา

ถ้าจะให้จำกัดความสั้นๆ ก็คือ ภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้าที่จะนำเข้าสู่ทวีปยุโรป ถ้าคุณต้องการส่งสินค้าไปขายในยุโรป และกระบวนการผลิตสินค้าของคุณมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง คุณจะต้องจ่ายค่าปรับก่อนที่จะนำสินค้าเข้าพรมแดนได้ และจะได้รับ Certificate ถึงจะผ่านพรมแดนได้ และถ้าสินค้าของคุณมีการปล่อยคาร์บอนสูงมากเท่าไหร่ ต้นทุนการส่งออกของคุณก็จะยิ่งสูงมากขึ้น

ไทม์ไลน์ที่สำคัญของภาคการส่งออก

สหภาพยุโรป ได้เริ่มมาตรการ ระยะเปลี่ยนผ่านมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ซึ่งบังคับให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้านำเข้า แต่ยังไม่ต้องจ่ายภาษี

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป กฎหมายนี้จะบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่รายงานปริมาณก๊าซคาร์บอน แต่ผู้นำเข้าจะต้องจ่ายภาษีเพื่อซื้อใบรับรอง โดยจะเริ่มต้นที่ 5 อุตสาหกรรมหลักได้แก่

  1. เหล็กและเหล็กกล้า
  2. อะลูมิเนียม
  3. ซีเมนต์
  4. ปุ๋ย
  5. พลังงานไฟฟ้า

ถ้าโรงงานของเราไม่ได้ส่งออกไปยุโรป ยังต้องสนเรื่องนี้ไหม?

เจ้าของโรงงาน เจ้าของธุรกิจหลายคนคิดว่าสินค้าของตัวเองนั้นไม่ได้ส่งออกไปสหภาพยุโรปโดยตรง เลยชะล่าใจ คิดว่ากฎหมายนี้ไม่น่าจะส่งผลอะไรกับธุรกิจของตัวเอง เป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่งครับ ในโลกที่ธุรกิจเชื่อมโยงกันเป็น Supply Chain หากลูกค้าของคุณส่งออกสินค้าไปยุโรป ลูกค้าของคุณมีหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลคาร์บอนฟุตปริ้นท์ (Carbon Footprint) ของสินค้าทั้งระบบ หมายความว่า คุณซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Supply Chain ก็จะต้องรายงานและลดการปล่อยคาร์บอนลงด้วยเช่นกัน 

ถ้าคุณไม่เข้าใจในเรื่องนี้ และไม่ได้เตรียมการรับมือล่วงหน้า กระบวนการผลิตสินค้าของคุณยังคงปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณมาก ลูกค้าของคุณอาจจะเปลี่ยนไปสั่งสินค้าจากคู่แข่งของคุณแทน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ และรีบปรับตัวและรับมือกับมาตรการนี้ให้ทัน

ติดโซลาร์เซลล์โรงงาน แบบไม่ต้องลงทุน คลิก

โซลาร์เซลล์โรงงาน ทางรอดของผู้ส่งออก

อ่านกันจนมาถึงตรงนี้แล้ว คงจะมีคำถามกันว่าจะมีวิธีจะลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตได้อย่างไร ในเมื่อเครื่องจักรก็ยังต้องเดิน คำตอบที่ง่าย แก้ปัญหาได้ตรงจุด และเห็นผลเป็นรูปธรรมคือ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้โรงงาน เพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของพลังงานจากระบบไฟฟ้าปกติ เป็นพลังงานแสงอาทิตย์

อ่านบทความ ติดโซลาร์เซลล์โรงงานต้องขออนุญาตไหม

กระบวนการคิดค่าคาร์บอนของสินค้าตามมาตรฐานสากล (GHG Protocol) จะแบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็นหลายขอบเขต ซึ่งตัวที่โรงงานอุตสาหกรรมมักจะปล่อยมากที่สุดคือ Scope 2 (การปล่อยคาร์บอนทางอ้อมจากการใช้พลังงาน) โดยปกติโรงงานในไทยจะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ซึ่งไฟฟ้าผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก การดึงไฟฟ้าที่แหล่งที่มาาจากฟอสซิลจะถูกนับว่าเป็นการก่อมลพิษทางอ้อม และถูกรวมเข้าไปใน carbon footprint ของสินค้าทุกชิ้น

แต่เมื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน ไฟฟ้าที่คุณผลิตได้เองจากแสงอาทิตย์ จะถูกนับเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งช่วยให้

  1. กดค่าคาร์บอนให้ต่ำลงทันที สัดส่วนการใช้ไฟลดลง แทนที่ด้วยไฟจากโซลาร์เซลล์ ทำให้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 ของโรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  2. เมื่อคาร์บอนฟุตพรินต์ของสินค้าต่ำ ผู้นำเข้าในยุโรปก็จ่ายค่าธรรมเนียมน้อยลง ทำให้สินค้าสามารถแข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น และดึงดูดให้บริษัทอื่นๆ อยากร่วมงานด้วย
  3. นอกเหนือจากเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า การติดโซลาร์เซลล์ยังช่วยลดไฟฟ้ารายเดือนของโรงงานลงได้มหาศาล และลดได้ทันที ยิ่งค่าไฟแพงขึ้นเท่าไหร่ ระยะเวลาคืนทุนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือกำไรระยะยาวตลอดอายุการใช้งาน

สรุป

การค้าในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่เอาจริงเอาจังกับคำว่ารักษ์โลก ไม่เหมือน 2-3 ปีก่อนที่อาจจะมองว่ายังเป็นยุคของการโปรโมทเพื่อเอาหน้า หรือยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมจริงๆ และในอนาคตประเทศสหรัฐอเมริกาก็น่าจะมีมาตรการที่คล้ายคลึงกับ CBAM ออกมาบังคับใช้เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป

การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างความได้เปรียบให้เหนือคู่แข่ง พร้อมเปิดรับทุกโอกาสที่เข้ามา การเริ่มให้ความสำคัญ และปรับปรุงระบบพลังงานภายในโรงงานจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญในปี 2026

ซื้อความเสี่ยงและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ยังไม่ตื่นตัว การเริ่มหันมาศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างพลังงานภายในองค์กรจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

หากธุรกิจของคุณกำลังตระหนักถึงความสำคัญของการลดต้นทุน และต้องการรับมือกับมาตรการการค้าโลกอย่างยั่งยืน การเลือกใช้บริการติดตั้ง โซลาร์เซลล์โรงงาน จากผู้เชี่ยวชาญที่มีวิศวกรดูแลครบวงจร ตั้งแต่การประเมินโครงสร้างหลังคา ไปจนถึงการดำเนินการขอใบอนุญาตที่ถูกต้อง จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านองค์กรของคุณสู่ยุคพลังงานสะอาดเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

อ่านบทความ เจาะลึกข้อดี ข้อเสีย โซลาร์รูฟท็อปโรงงาน (ฉบับอัปเดต 2026)

ล็อกซเล่ย์ คอนสตรั่คชั่น แมททรีเรียล

Email: [email protected]
Phone: (66) 085-360-0480
Line OA: @Loxcons

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial