ปัญหาใหญ่ที่มักพบเมื่อไม่ใช้ แผ่นระบายน้ำ ในงานจัดสวน
หลายคนที่รักการจัดสวน มักทุ่มงบประมาณไปกับต้นไม้สวยๆ ราคาแพง หรือของตกแต่งสวนมากมาย แต่อาจไม่รู้ว่ามีสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ระบบใต้ดิน หากเราไม่ใช้ แผ่นระบายน้ำ (Drainage Cell) ในการเตรียมพื้นที่จัดสวน ปัญหาที่มักจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น
- ต้นไม้ตายจากโรครากเน่า: เพราะดินอมน้ำจนแน่น รากต้นไม้ถูกแช่น้ำจนไม่สามารถหายใจได้
- พื้นที่สวนแฉะ และมีกลิ่นเหม็น: สนามหญ้าจริง อาจกลายเป็นดินโคลนที่เละ เดินไม่สะดวก หรืออาจจะลื่นได้ ส่วนสนามหญ้าเทียมจะมีกลิ่นเหม็นอับของความชื้น และกลิ่นฉี่สัตว์เลี้ยงสะสม
- ดินในกระบะปลูก เน่าเสีย: น้ำขังระบายออกไม่ทัน ทำให้น้ำล้นทะลักเปรอะเปื้อนพื้นที่ทางเดิน และเพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้าง
แผ่นระบายน้ำ (Drainage Cell) คืออุปกรณ์พลาสติก ทำหน้าที่สร้างชั้นอากาศใต้ผิวดิน ช่วยให้น้ำส่วนเกินจากฝนหรือการรดน้ำ ไหลระบายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มพื้นที่ให้รากต้นไม้ได้หายใจ
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า ทำไมระบบระบายน้ำถึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดสวน และถ้าเราปล่อยปละละเลยให้น้ำขังใต้ดิน จะสร้างความเสียหายและปัญหากวนใจให้กับสวนสวยๆ ของคุณได้อย่างไรบ้าง
ทำไมการระบายน้ำใต้ดินถึงสำคัญ ?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ต้นไม้ต้องการน้ำ แล้วทำไมเราต้องรีบระบายน้ำทิ้งด้วย? คำตอบคือ ต้นไม้ต้องการน้ำก็จริง แต่ต้นไม้ก็ต้องการอากาศ ในการหายใจเหมือนกัน การทำความเข้าใจระบบใต้ดินจะช่วยให้เราเลี้ยงต้นไม้ได้สวยและเติบโตได้ในระยะยาว
เมื่อดินอมน้ำจนแน่น รากต้นไม้จะหายใจไม่ออก
ในสภาพดินที่ร่วนซุยและสมบูรณ์ จะมีช่องว่างเล็กๆ แทรกอยู่ระหว่างเม็ดดิน ซึ่งช่องว่างเหล่านี้จะเป็นที่อยู่ของทั้งน้ำ และอากาศ เมื่อเรารดน้ำ หรือฝนตก น้ำจะไหลลงไปแทนที่ในช่องว่างเหล่านั้น
ถ้าดินมีการระบายน้ำที่ดี น้ำส่วนเกินจะไหลซึมลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศกลับเข้ามาในช่องว่างของดินได้อีกครั้ง รากต้นไม้ก็สามารถหายใจและทำงานตามปกติ แต่ถ้าสวนของเราไม่มีระบบระบายน้ำ น้ำจะขังแช่อยู่ในดินจนดินกลายสภาพเป็นโคลนข้นๆ เมื่อไม่มีอากาศ รากต้นไม้จะเริ่มขาดออกซิเจน และอาจจะทำให้รากเน่าได้
ข้อเสียของการใช้ หินเกล็ดหรือเศษอิฐ รองก้นหลุมแบบเดิมๆ
ในอดีตคนจัดสวนมักจะแนะนำให้เอาเศษอิฐหัก หินเกล็ด หรือกรวดก้อนใหญ่ๆ มารองก้นหลุมปลูกหรือก้นกระบะ เพื่อช่วยระบายน้ำ วิธีนี้อาจจะพอใช้งานได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมีข้อเสียคือ
- การอุดตันในระยะยาว: เมื่อเวลาผ่านไป น้ำจะพัดพาเอาตะกอนดินเหนียว ทราย และเศษฝุ่น ไหลลงไปแทรกตามช่องว่างของก้อนหินจนเต็ม สุดท้ายชั้นหินที่เคยช่วยระบายน้ำก็จะทึบตัน และกลับมาอมน้ำเหมือนเดิม
- น้ำหนักมหาศาล: หินและเศษอิฐมีน้ำหนักที่เยอะมาก หากนำไปใช้กับกระบะปลูกต้นไม้บนระเบียงคอนโด หรือสวนบนดาดฟ้า จะเป็นการเพิ่มภาระน้ำหนักให้กับโครงสร้างอาคารโดยไม่จำเป็น
- น้ำขัง: การเอาดินไปทับบนชั้นหินโดยตรง จะทำให้น้ำไม่ยอมไหลซึมลงไปชั้นหินด้านล่างจนกว่าดินด้านบนจะอิ่มน้ำจนเต็มก่อน กลายเป็นว่าดินข้างบนจะแฉะกว่าปกติ
ปัญหาต้นไม้ทรุดโทรมที่เกิดจากน้ำขัง
เมื่อเราจัดสวนโดยไม่มีการวางแผนเรื่องระบบระบายน้ำด้วย แผ่นระบายน้ำ สิ่งแรกที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือต้นไม้ ที่เราอุตส่าห์คัดเลือกมาอย่างดี อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบใต้ดินกำลังมีปัญหา
1. โรครากเน่า โคนเน่า (Root Rot)
เป็นโรคอันดับต้นๆ ที่ทำให้ต้นไม้ตาย เมื่อรากแช่อยู่ในน้ำนานๆ รากจะเริ่มอ่อนแอและตายลง สภาพดินที่เปียกแฉะและไร้ออกซิเจน ยังเกิดเชื้อราก่อโรคอย่าง Phytophthora หรือ Pythium ซึ่งจะเข้าโจมตีรากที่กำลังอ่อนแอ ทำให้รากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและเปื่อยยุ่ย
ความน่ากลัว: อาการของโรครากเน่าที่แสดงออกทางใบ มักจะทำให้ใบเหลือง ใบตก และดูเหี่ยวเฉา ซึ่ง ดูเหมือนต้นไม้ขาดน้ำ ทำให้เจ้าของสวนหลายคนเข้าใจผิด ยิ่งพยายามรดน้ำอัดเข้าไปอีก กลายเป็นการเร่งให้ต้นไม้ตายเร็วขึ้นกว่าเดิม
2. ต้นไม้ไม่โต แคระแกร็น และขาดสารอาหาร
บางครั้งต้นไม้อาจจะยังไม่ถึงขั้นตาย แต่จะแสดงอาการหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตกยอดใหม่ ไม่ออกดอก และใบมีสีซีดจาง แม้ว่าเราจะใส่ปุ๋ยบำรุงไปมากแค่ไหนก็ตาม สาเหตุเป็นเพราะระบบรากที่แช่น้ำ จะสูญเสียความสามารถในการดูดซึมแร่ธาตุ นอกจากนี้ น้ำที่ขังสะสมนานๆ จะทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินเปลี่ยนไป ส่งผลให้ธาตุอาหารสำคัญในดินถูกล็อกเอาไว้ ต้นไม้จึงดึงไปใช้ไม่ได้ ดินที่แฉะยังชะล้างปุ๋ยที่เราใส่ลงไปให้ละลายหายไปกับน้ำที่ขังอยู่โดยเปล่าประโยชน์
3. ปัญหาต้นไม้ล้มง่าย ถอนรากถอนโคน
หากน้ำใต้ดินขังอยู่ในระดับลึก ต้นไม้ใหญ่จะมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดโดยการ “ไม่หยั่งรากลงลึก” เพราะยิ่งลงลึกยิ่งไม่มีอากาศหายใจ รากต้นไม้จึงพยายามเลื้อยแผ่ออกมาหาอากาศบริเวณผิวดินตื้นๆ แทน ผลที่ตามมาคือ ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นจะไม่มีรากแก้วหรือรากแขนงที่ยึดเกาะดินได้ลึกพอ เมื่อเจอกับลมแรงเพียงนิดเดียว ต้นไม้ก็พร้อมที่จะโค่นล้มแบบถอนรากถอนโคน สร้างความเสียหายให้กับตัวบ้าน หลังคา หรือแม้แต่เป็นอันตรายต่อคนในครอบครัว
![]()
ปัญหากวนใจในพื้นที่รอบๆ สวน
ไม่ใช่แค่เรื่องต้นไม้เท่านั้น แต่ระบบระบายน้ำที่แย่ ยังลุกลามไปสร้างปัญหากวนใจให้กับพื้นที่ใช้สอย รอบๆ บริเวณบ้านด้วย
1. สนามหญ้าแฉะ เป็นบ่อโคลน
บ้านที่มีเด็กๆ หรือสัตว์เลี้ยงมักจะชอบปูสนามหญ้ากว้างๆ ให้วิ่งเล่น แต่ถ้าพื้นดินด้านล่างระบายน้ำไม่ดี พอเข้าช่วงหน้าฝน หรือรดน้ำชุ่มเกินไป เมื่อเราเดินย่ำลงไป ดินจะยุบตัวเป็นหลุมเป็นบ่อโคลน เลอะเทอะรองเท้าและติดเท้าเข้าบ้าน ยิ่งดินถูกเหยียบย่ำตอนที่เปียกแฉะ ดินจะยิ่งอัดตัวแน่นขึ้น หญ้าบริเวณนั้นก็จะเริ่มตาย และเปิดโอกาสให้วัชพืชที่ทนน้ำขังเข้ามาแทรกแซงแทนที่หญ้า
2. ปัญหาหญ้าเทียมเหม็นอับ ตะไคร่ขึ้น
ปัจจุบันคนนิยมหันมาปู หญ้าเทียม กันมากขึ้นเพราะขี้เกียจตัดหญ้า แต่ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดคือ การปูหญ้าเทียมทับลงบนพื้นปูน หรือพื้นดินที่ปรับระดับไว้โดยตรง โดยไม่รองพื้นด้วยแผ่นระบายน้ำก่อน เมื่อฝนตก หรือเมื่อเราฉีดน้ำล้างทำความสะอาด น้ำจะไม่สามารถซึมผ่านพื้นปูนลงไปได้ และถูกขังอยู่ใต้หญ้าเทียม หากบ้านไหนมีสุนัขหรือแมวมาฉี่ใส่ คราบสกปรกจากปัสสาวะก็จะหมักหมมอยู่ใต้หญ้าเทียมนั้น เกิดเป็นกลิ่นเหม็นสะสม เมื่อเจอแดดส่อง กลิ่นจะยิ่งโชยจนนั่งเล่นในสวนไม่ได้ นอกจากนี้ ความชื้นที่ขังอยู่ตลอดยังทำให้เกิดตะไคร่น้ำสีเขียวๆ เกาะตามโคนหญ้าเทียม ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
3. หน้าดินไหล ปุ๋ยหายเวลาฝนตกรุนแรง
ในพื้นที่สวนที่มีความลาดเอียง หากผิวดินไม่สามารถดูดซับและระบายน้ำลงสู่ชั้นล่างได้อย่างรวดเร็ว เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะเปลี่ยนรูปเป็นกระแสน้ำไหลบ่าหน้าผิวดิน กระแสน้ำนี้จะพัดเอาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทราย รวมถึงปุ๋ยที่เราโรยไว้ ไหลทิ้งลงท่อระบายน้ำไปจนหมด ทำให้โคนต้นไม้ถูกชะล้างจนเห็นรากลอย และสวนเสียรูปทรงที่เคยจัดแต่งไว้
กระบะปลูกต้นไม้ (Planter Box) และสวนบนดาดฟ้า
สำหรับคนเมืองที่อาศัยอยู่ในทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด การจัดสวนมักจะอยู่ในรูปแบบของการก่อกระบะปูน (Planter Box) หรือการจัดสวนบนดาดฟ้า (Roof Garden) ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ถือเป็นจุดปราบเซียน ที่ถ้าไม่ใส่ แผ่นระบายน้ำ จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน
ดินในกระบะปูนส่งกลิ่นเหม็นเน่า
กระบะปลูกที่เป็นคอนกรีต หากมีแค่รูระบายน้ำเล็กๆ รูเดียว และเทดินปลูกทับลงไปเลย รูนั้นมักจะถูกโคลนอุดตันในเวลาไม่นาน กระบะปูนจะกลายเป็น อ่างเก็บน้ำ ขนาดย่อม ดินที่แช่น้ำนานๆ จะเกิดกระบวนการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน โดยแบคทีเรีย ซึ่งกระบวนการนี้จะปล่อยก๊าซไข่เน่าออกมา ทำให้เวลาเราเดินผ่านกระบะปลูกจะได้กลิ่นเหม็นเหมือนท่อน้ำทิ้ง ดินมีสีดำคล้ำ และต้นไม้เน่าตายในที่สุด
น้ำล้นทะลัก เลอะเทอะพื้นทางเดิน
ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เมื่อดินในกระบะอุ้มน้ำไว้จนถึงขีดสุด และระบายออกด้านล่างไม่ได้ พอดินรับน้ำเพิ่มไม่ไหว น้ำโคลนสีดำๆ ก็จะเอ่อล้นขอบกระบะ และทะลักลงมาเลอะเทอะพื้นกระเบื้อง พื้นไม้เทียม หรือระเบียงทางเดิน ทำให้ต้องมาคอยตามล้างทำความสะอาด คราบน้ำจากโคลนและปุ๋ย ยังอาจทำให้กระเบื้องหรือผนังทาสีเกิดคราบฝังลึกที่ขัดไม่ออกอีกด้วย
น้ำหนักดินที่อมน้ำ เพิ่มภาระให้โครงสร้างดาดฟ้า
นี่คือปัญหาที่อันตรายที่สุดสำหรับงานโครงสร้างอาคาร ดินปลูกต้นไม้ในสภาวะที่แห้งสนิทก็มีน้ำหนักมากระดับหนึ่งแล้ว แต่เมื่อดินอมน้ำไว้จนเต็มพิกัด น้ำหนักของมันอาจเพิ่มขึ้นได้อีกเกือบ 1 เท่าตัว หากคุณจัดสวนบนดาดฟ้าโดยไม่มีระบบ Drainage Cell ที่ดีเพื่อรีดน้ำส่วนเกินทิ้งไป โครงสร้างหลังคาหรือระเบียงจะต้องแบกรับน้ำหนักของดินเปียกๆ เหล่านี้ตลอดช่วงหน้าฝน ซึ่งอาจเกินกว่าค่าการรับน้ำหนักที่วิศวกรคำนวณไว้ นำไปสู่ปัญหาพื้นร้าว น้ำฝนรั่วซึมลงฝ้าเพดานชั้นล่าง ซึ่งค่าซ่อมแซมนั้นแพงมหาศาล
ตัวอย่างจากหน้างานจริง
เคสที่ 1: ไม้ล้อมราคาแพง ตายยกบ้าน
เจ้าของบ้านซื้อต้นไม้มงคลขนาดใหญ่ ราคาหลักแสนบาท มาลงที่สวนหน้าบ้าน ช่างจัดสวนขุดหลุมขนาดใหญ่ในดินเดิมซึ่งมีลักษณะเป็น “ดินเหนียว” จากนั้นก็เอาต้นไม้ลงและกลบด้วยดินถุงทั่วไป โดยไม่มีการทำระบบระบายน้ำหรือใส่แผ่นระบายน้ำก้นหลุม
ผลลัพธ์: ดินด้านบนรับน้ำฝนและน้ำจากการรดได้อย่างรวดเร็ว แต่น้ำไม่สามารถซึมผ่านดินเหนียวด้านล่างและด้านข้างออกไปได้ รากของต้นไม้ถูกแช่อยู่ในน้ำตลอดเวลา เพียงไม่กี่เดือน ต้นไม้เริ่มใบร่วง กิ่งแห้ง และยืนต้นตายในที่สุด เจ้าของบ้านต้องเสียเงินจ้างรถเครนมาถอนต้นไม้ทิ้ง และต้องขุดดินทำระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมดก่อนจะลงต้นใหม่ได้
เคสที่ 2: รื้อสนามหญ้าเทียมใหม่ เพราะทนกลิ่นไม่ไหว
เจ้าของทาวน์โฮมต้องการเปลี่ยนลานหน้าบ้านเป็นพื้นที่ให้สุนัขวิ่งเล่น จึงเทพื้นปูนและปูหญ้าเทียมทับลงไปโดยตรง ผลลัพธ์: ในช่วงแรกทุกอย่างดูสวยงามและใช้งานได้ดี แต่ผ่านไปครึ่งปี สุนัขมาฉี่ใส่เป็นประจำ แม้จะเอาน้ำฉีดล้าง แต่ความชื้นและน้ำปัสสาวะไม่สามารถระบายไหลหนีไปไหนได้ติดแหง็กอยู่ระหว่างพื้นปูนและแผ่นหลังของหญ้าเทียม กลิ่นเหม็นสะสมรุนแรงจนทนไม่ไหว สุดท้ายต้องตัดสินใจลอกหญ้าเทียมทั้งหมดทิ้ง ทำความสะอาดพื้นปูนใหม่ ซื้อ แผ่นระบายน้ำ (Drainage Cell) มาปูรองให้ทั่วพื้นที่ก่อน แล้วค่อยปูหญ้าเทียมทับลงไปใหม่ เพื่อสร้างช่องว่างด้านล่างให้น้ำและสิ่งสกปรกถูกชะล้างไหลลงท่อระบายน้ำได้หมดจด
![]()
แผ่นระบายน้ำ (Drainage Cell) ช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ยังไง?
จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ทางแก้ที่ตรงจุด เป็นระบบ และยั่งยืนที่สุด คือการติดตั้ง แผ่นระบายน้ำ (Drainage Cell) ไว้ใต้ดินหรือใต้พื้นที่จัดสวน แล้วแผ่นระบายน้ำนี้ ทำงานอย่างไร?
1. สร้างช่องว่างใต้ดินอย่างถาวร
แผ่นระบายน้ำส่วนใหญ่จะมีความหนาประมาณ 30 มม. (3 เซนติเมตร) ออกแบบมาให้มีโครงสร้างโปร่ง แต่รับน้ำหนักได้สูงมาก เมื่อเราปูแผ่นนี้ไว้ด้านล่างสุด จะทำหน้าที่สร้างช่องว่าง ขนาดใหญ่ที่ไม่มีวันถูกบีบอัดจนยุบ เมื่อน้ำไหลซึมผ่านดินลงมาถึงชั้นนี้ น้ำจะไหลผ่านช่องว่างนี้ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังจุดระบายน้ำทิ้งหรือท่อเดรนทันที ทำให้ดินด้านบนมีแค่ความชื้นที่พอดี ไม่แฉะ และเหลือพื้นที่ให้รากต้นไม้ได้สัมผัสกับอากาศ
2. ต้องใช้คู่กับ แผ่นใยสังเคราะห์ (Geotextile) เสมอ
เคล็ดลับสำคัญที่คนทำสวนมือใหม่มักจะพลาดคือ ซื้อแผ่นระบายน้ำมาปู แล้วเทดินทับลงไปเลย! นี่คือสิ่งที่ผิดพลาด เพราะดินจะร่วงลงไปตามรูของแผ่นระบายน้ำจนอุดตันในที่สุด วิธีการที่ถูกต้องคือ เมื่อปูแผ่นระบายน้ำเสร็จแล้ว ต้องปูทับด้วย แผ่นใยสังเคราะห์ (Geotextile) เสมอ แผ่นใยสังเคราะห์นี้มีลักษณะคล้ายผ้าสักหลาดบางๆ ทำหน้าที่เป็นแผ่นกรอง โดยจะยอมให้น้ำไหลผ่านลงไป แต่จะกักเก็บเม็ดดิน ทราย และกรวด ไว้ด้านบน ไม่ให้ร่วงลงไปอุดตันช่องว่างของแผ่นระบายน้ำด้านล่าง ทำให้ระบบระบายน้ำสามารถใช้งานได้ยาวนานโดยไม่อุดตัน
สรุป
การมีพื้นที่สีเขียวในบ้านคือความสุข แต่ความสุขนั้นอาจกลายเป็นความปวดหัวและรายจ่ายไม่รู้จบ หากเรามองข้ามสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่างระบบระบายน้ำใต้ดิน
ปัญหาทั้งรากเน่า ต้นไม้ไม่โต หญ้าเทียมเหม็นอับ หรือดินเหม็นเน่าในกระบะปลูก ล้วนมีต้นตอมาจากน้ำขังและขาดอากาศ ทั้งสิ้น การตัดสินใจลงทุนเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อติดตั้ง แผ่นระบายน้ำ (Drainage Cell) คู่กับแผ่นใยสังเคราะห์ ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มทำสวน เหมือนการซื้อประกันชีวิต ให้กับต้นไม้ราคาแพงของคุณ และเป็นเกราะป้องกันปัญหากวนใจในระยะยาว เพื่อให้คุณได้มีสวนสวยๆ ไว้พักผ่อนได้อย่างสบายใจจริงๆ ครับ
ล็อกซเล่ย์ คอนสตรั่คชั่น แมททรีเรียล
Email: [email protected]
Phone: (66) 085-360-0480
Line OA: @Loxcons
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
ไหวแน่นอน! แผ่นระบายน้ำผลิตจากพลาสติกคุณภาพสูง (มักจะเป็น PP หรือ HDPE) และออกแบบโครงสร้างแบบรังผึ้งหรือโครงถัก ทำให้มีค่าการรับน้ำหนัก (Compressive Strength) สูงมาก บางรุ่นสามารถรับน้ำหนักได้หลายสิบตันต่อตารางเมตร ซึ่งเกินพอสำหรับการเดินเหยียบ การวางกระถางปูนขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การให้รถยนต์วิ่งทับ (หากเตรียมชั้นพื้นทางด้านบนอย่างถูกต้อง)
ถือเป็นงานที่ค่อนข้างยากและมีค่าใช้จ่ายสูงครับ เพราะต้องขุดย้ายต้นไม้ ขูดเอาดินเดิมออกทั้งหมด เพื่อปรับระดับพื้นด้านล่างใหม่ ปูแผ่นระบายน้ำ ปูแผ่นใยสังเคราะห์ แล้วจึงนำดินและต้นไม้กลับมาลงใหม่ ดังนั้น คำแนะนำที่ดีที่สุดคือควรทำระบบระบายน้ำตั้งแต่เริ่มต้นจัดสวน จะประหยัดเวลาและงบประมาณกว่าการมาตามแก้ทีหลังหลายเท่าตัว
สำหรับกระถางใบเล็กๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นระบายน้ำแบบแผ่น สามารถใช้กาบมะพร้าวสับ หินภูเขาไฟ หรือถ่าน มารองก้นกระถางได้ตามปกติ แต่สำหรับ “กระถางขนาดใหญ่มากๆ” หรือทรงสูง การตัดแผ่นระบายน้ำให้พอดีกับก้นกระถางและรองด้วยผ้า Geotextile จะช่วยให้กระถางเบาขึ้นมาก ป้องกันรูระบายน้ำอุดตันได้ 100% และลดปัญหารากเน่าก้นกระถางได้ชะงัดนัก